ชีวประวัติ นาย สมเดช อุทัยรัตน์
ผมเป็นเด็กบ้านนอก ฐานะพ่อแม่ไม่ดีนัก พ่อแม่ทำนาทำสวน ผมเป็นพี่คนโตจากพี่น้อง 5 คน เริ่มเรียนประถมต้นที่โรงเรียนในหมู่บ้าน ที่ อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา จนจบชั้นประถมปีที่ 4 ญาติเห็นแววว่าพอจะเรียนดีกว่าเด็กคนอื่น เลยแนะนำให้ไปสอบชิงทุนของอำเภอ ก็ปรากฏว่าสอบได้ทุน ปีละ 600 บาท และจะให้จนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ญาติๆก็เลยพาไปสอบเข้าโรงเรียน ถนนวิเชียรชม จังหวัดสงขลา (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนวิเชียรชม) ปรากฏว่าสอบได้ ใหม่ๆก็ต้องปรับตัวค่อนข้างมาก โดยเฉพาะวิชาภาษาอังกฤษ ที่ผมเองมาจากโรงเรียนบ้านนอก รู้จักเพียงตัว ABC แต่เด็กในเมืองเขาเรียนกันตั้งแต่ชั้นอนุบาล แต่ท้ายที่สุดก็สามารถผ่านไปได้จนจบชั้นประถมปีที่ 7
จากนั้นผมสอบเข้าระดับมัธยมศึกษาตอนต้นที่โรงเรียนประจำจังหวัดสงขลา คือโรงเรียนมหาวชิราวุธ เป็นรุ่นที่มีความพิเศษเพียงรุ่นเดียวของโรงเรียน กล่าวคือมีนักเรียนมากที่สุดถึง 18 ห้องเรียน ต้องแยกกันเรียนภาคเช้า 12 ห้อง และภาคบ่ายอีก 8 ห้อง ผมอยู่ภาคเช้า โรงเรียนเข้าประมาณ 7โมง แต่ช่วงชั้นมัธยมต้น ผมกลับไปพักที่บ้านที่ อ.จะนะ ต้องตื่นแต่เช้ามืด ปั่นจักรยานพร้อมเพื่อนอีก4-5 คน มาขึ้นรถประจำทางเที่ยวแรก ต้องเดินทางไปกลับวันละร่วม 50 กม. ซึ่งใหม่ๆก็มักจะไปไม่ทันเข้าแถว จนโรงเรียนต้องเชิญผู้ปกครองมาพบ จนจบมัธยมศึกษาตอนต้น การเรียนอยู่ในเกณฑ์ดี จึงได้สิทธิ์ต่อชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายโดยไม่ต้องสอบ ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายผมเลือกเรียนสายวิทยาศาสตร์ แบบตามเพื่อน เพราะเขาว่าเด็กเรียนดีต้องเรียนสายวิทย์ ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1-3 ผมยังได้ทุนการศึกษาต่อเนื่องปีละ 600 บาท จนขึ้นชั้นมัธยมปลาย ทางจังหวัดจึงปรับทุนให้เป็น 1,200 บาท
ตอนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผมมีเกรดการเรียนอยู่ในระดับกลางห้องของห้องคิงส์ ก็เริ่มดูความชอบความถนัดของตนเอง ว่าจะเรียนต่อทางไหนดี ทั้งๆที่หวั่นๆเหมือนกันว่าจะเอาทุนที่ไหนเรียน แต่พ่อแม่ก็สนับสนุนว่าขอให้เรียนต่อจนจบปริญญาตรี เพราะอาจจะได้เป็นที่พึ่งของพ่อแม่และน้องๆ ท้ายสุดผมเลือกสอบคณะวิศวกรรมศาสตร์ โดยการสอบตรง(โควต้าภาคใต้) ผลออกมาคือสอบติด มีสิทธิ์ที่จะเรียนที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งช่วงปลายภาคสุดท้ายอาจารย์แนะแนวได้ชวนให้ส่งใบสมัครขอทุนของมูลนิธิช่วยนักเรียนที่ขาดแคลนฯทั้งๆที่ผมเองก็ไม่เคยรู้จักมูลนิธิฯมาก่อนเลย
เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยเทอมแรก ก็มองหาว่าพอจะขอทุนการศึกษาอะไรได้บ้าง น่าจะเป็นเวลาร่วมเดือน ทาง ม.น.ข.ก็แจ้งมาว่าผมได้รับทุน ชื่อทุน เอ.ไอ.เอ.รุ่นที่ 7 ปีละ 4000 บาท ซึ่งทำให้ดีใจมาก ทาง ม.น.ข. ส่งเงินให้เป็นงวดๆ งวดแรกดูเหมือนจะเป็น 1000-1500 บาท แล้วที่เหลือส่งให้ทุกเดือนๆละ300 บาท นับว่าผมโชคดีมากที่ค่าเทอมยุคนั้นของคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ราคาถูกมาก ค่าหน่วยกิต 10 บาท ค่าหน่วยกิตปฏิบัติทางวิศวกรรม หน่วยละ 50 บาท รวมๆแล้วค่าเทอมอยู่ประมาณ 8-900 บาท อาหารการกินก็จานละ 5-6 บาท วันๆกินอยู่อย่างประหยัดก็ 20-30 บาท ก็พอ ซึ่งจริงๆผมรับเงินทางบ้านเพิ่มไม่เกินเดือนละ 500 บาท จึงไม่เป็นภาระกับทางบ้านมากนัก
ช่วงเรียนปริญญาตรี ก็เรียนบ้างทำกิจกรรมทางมหาวิทยาลัยบ้าง ท้ายสุดก็จบมาแบบพอเอาตัวรอดได้ไม่อายใคร เรียนจบ ผมเข้ามาหางานที่กรุงเทพ เมื่อปี พ.ศ.2528 ได้งานเป็นวิศวกรโรงงาน บริษัท น้ำมันพืช ปทุม จำกัด เป็นโรงงานกลั่นน้ำมันพืช อยู่ที่จังหวัดปทุมธานี อยู่ทำงานที่แรก 4 ปีกว่า แล้วจึงเปลี่ยนงานไปทำที่แก่งคอย เป็นวิศวกรโรงงาน บริษัท รอยัลปอร์เลน จำกัด ทำพวกจานกระเบื้องเซรามิกส์ จังหวัดสระบุรี ปีเศษก่อนที่จะมีคนชวนลงไปทำงานโรงงานอาหารทะเลแช่แข็งที่ชุมพร คือบริษัท ซีเฟรชอินดัสตรี จำกัด(มหาชน) ตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายวิศวกรรม ที่นี่ทำงานนานหน่อย พร้อมกับเริ่มชีวิตครอบครัว อยู่ได้ราว 7 ปี เริ่มอยากจะมีกิจการของตนเอง จึงลาออกไปตั้งบริษัทรับเหมาติดตั้งงานไฟฟ้าในสายที่ตนเรียนมา ที่จังหวัดสงขลาบ้านเกิด ในช่วงปี 2538 ซึ่งเป็นช่วงเศรษฐกิจตกต่ำยุคฟองสบู่แตกพอดี งานรับเหมาที่ต้องผูกพันอยู่กับอสังหาริมทรัพย์และยังเป็นรายใหม่อยู่จึงไปไม่รอด ท้ายสุดตัดสินใจเริ่มต้นใหม่ที่อำเภอปากพนัง บ้านของญาติทางภรรยา ทิ้งงานแนวเดิมทั้งหมด ค่อยๆสร้างงานใหม่ขึ้นมาจากการเปิดร้านขายของ อาจจะช้าหน่อยแต่ค่อยๆเดิน ใช้เวลากับงานใหม่อยู่ 4-5 ปี จึงฟื้นตัวและเลี้ยงตัวเองได้
ในราวปี 2529 ผมได้รับการชักชวนจากพี่ๆ ในนาม “กลุ่มนักเรียนเก่า น.ม.ข.”ให้ร่วมกันบริจาคกองทุน ม.น.ข.และได้ร่วมบริจาคมามากบ้างน้อยบ้างตามกำลัง มีหยุดไปบ้างก็ในช่วงหลังวิกฤติของผมช่วงประมาณ ปี พ.ศ.2540 น่าจะหยุดไปสัก 4-5 ปี แล้วจึงมีโอกาสมาสมทบทุนใหม่ จนถึงยุคปัจจุบัน และก็ยังตั้งใจที่จะร่วมบริจาคกองทุน นักเรียนเก่า ม.น.ข. ต่อไปตราบเท่าที่พอจะมีกำลังอยู่
จากการติดตามผลงาน ของ ม.น.ข.มาตลอด ได้เห็นทางมูลนิธิให้ทุนการศึกษากับ นักศึกษาระดับปริญญาตรีปีละหลายๆคน แต่จากสภาพปัจจุบัน ค่าเล่าเรียนหรือค่าเทอมของแต่ละสถาบันการศึกษาค่อนข้างจะแพง ซึ่งน่าจะเป็นอุปสรรคพอสมควรกับนักเรียนที่ขาดแคลน หากมีทุนพิเศษที่ช่วยอุดหนุนค่าเทอม หรือขอให้ทางสถาบันการศึกษายกเว้นค่าเทอมได้ น่าจะเป็นประโยชน์อย่างมากกับนักเรียนทุน
ปัจุบันผมและภรรยา เรายังเปิดร้านค้าเล็กๆที่อำเภอปากพนัง ขายอุปกรณ์ตกปลาและอุปกรณ์สัตว์เลี้ยง ค่อยๆสร้างฐานลูกค้าตั้งแต่เมือ 20 ปีที่แล้ว ก็พออยู่พอกินตามอัตภาพ ครอบครัวผม มีลูกสาว 1 คน เรียนจบปริญญาตรีวิทยาศาสตร์ สาขาธรณีวิทยา จากมหาวิทยาลัยมหิดล และขณะนี้กำลังศึกษาระดับปริญญาโท สาขาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คาดหมายว่าจะจบการศึกษาภายในปลายปีนี้ และก็นับเป็นความโชคดี ที่สามารถสอบบรรจุเข้ารับราชการ ในตำแหน่งนักธรณีวิทยา กองธรณีสิ่งแวดล้อม กรมทรัพยากรธรณี ซึงเริ่มบรรจุงานตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายนนี้(สอบบรรจุด้วยวุฒิปริญญาตรี ตั้งแต่ปี 2562)
ท้ายสุดนี้ก็ขอขอบคุณทาง ม.น.ข.ที่ให้โอกาสทางการศึกษาในอดีตของผม และขอบคุณพี่ๆ ในกลุ่มนักเรียนเก่า ม.น.ข.โดยเฉพาะพี่วีระศักดิ์ ฮุนเมฆาเวทย์ ประธานนักเรียนเก่า ม.น.ข.ในเวลานั้น ที่ชักชวนให้ผมได้ร่วมบริจาคทุนในการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้น้องๆรุ่นหลังเช่นกัน
สมเดช อุทัยรัตน์
23 พฤศจิกายน 2563
12/4 ถนนเจริญวิทย์
อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช 80140