นายแพทย์หาญ สุฉันทบุตร
ประธานกรรมการ โรงพยาบาลนายแพทย์หาญ จังหวัดยโสธร

ชีวิตวัยเด็ก
ผมเป็นลูกชาวไร่ชาวนาที่ยากจน เรียนชั้นประถมศึกษาโรงเรียนวัดชาวเหนือ ต. บ้านไร่ อ.ดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี สมัยนั้นไม่มีชั้นอนุบาล มี ป.เตรียม 1 ปี เรียนชั้นประถม ช่วยพ่อแม่ทำงาน เช่น ปีนต้นมะพร้าวเท่าที่เด็กเล็กๆ จะทำได้ เดินไปโรงเรียนทุกวัน ระยะทางราว 4 กิโลเมตร ฤดูน้ำหลากก็พายเรือที่ต่อเรือบดเล็กๆให้ไปโรงเรียน พายไปตามคลองคนเดียว เคยเรือล่มเหมือนกัน แต่ก็รอดจากการจมน้ำ เพราะว่ายน้ำเป็น พ่อแม่สอนให้ขยัน อดทน ละเว้นจากอบายมุข ไปดูหนังลิเกได้ แต่ต้องไม่ตื่นสาย จะถูกลงโทษ ห้ามเล่นพนันโยนยางเส้นก็ไม่ได้ ถ้าสงสัยว่ามีการพนันแม้เล็กน้อยก็ถูกตีแน่นอน ต้องฝึกวิ่งเร็วกว่าไม้เรียวมา เป็นเด็กที่ซน แต่ไม่ดื้อ และขยันเรียนหนังสือ โชคดีที่เรียนหนังสือเก่ง นอกจากเรียนได้ที่ 1 ตลอด 4 ปีชั้นประถมศึกษาแล้ว ครูยังมอบหมายให้ช่วยติวและช่วยสอนให้เพื่อนๆ ด้วย
สมัยนั้น อำเภอดำเนินสะดวกมีคลองดำเนินสะดวก ไม่ได้โด่งดังเหมือนทุกวันนี้คลองดำเนินสะดวกที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวเหมือนปัจจุบัน บ้านที่อยู่ห่างไกลตัวอำเภอมาก ใกล้อำเภอโพธารามมากกว่า เวลาจะไปติดต่อราชการในตัวอำเภอดำเนินสะดวก ลงจากคิวรถแล้วยังจะต้องเดินไปตามทางเดินริมคลอง 2 ข้าง ไปยังตัวอำเภออีกไกล จนเป็นที่เรียกกันว่า อำเภอเดินสะดวก
เรียนชั้นมัธยม ลูกศิษย์วัดจอมซน
ด้วยที่พ่อแม่ และญาติ เห็นว่าควรจะเรียนต่อชั้นมัธยม คงเรียกว่า “มีวิสัยทัศน์ โอกาสทางการศึกษา” จึงส่งตัวไปเรียนที่โรงเรียนประจำอำเภอ ที่อำเภอโพธาราม ซึ่งสะดวกกว่า โรงเรียนประจำอำเภอดำเนินสะดวก และที่สำคัญคือญาติได้ฝากให้ไปอยู่วัด คือเป็นศิษย์วัดนั่นเอง ตำแหน่งโก้หรู ศิษย์วัด ลูกศิษย์ของหลวงพ่อรัตน์ (ท่านมรณภาพนานแล้ว)
หลวงพ่อรัตน์เป็นที่เคารพ ศรัทธาจากญาติโยมมาก เวลาท่านออกบิณฑบาต ผมต้องเดินตามเพื่อช่วยถือของใส่บาตร สะพายย่าม เป็นลูกศิษย์ เด็กตัวเล็กๆ น่าจะเป็นที่น่าเอ็นดูของญาติโยมไม่น้อย แต่ตัวเราก็รู้สึกอายเพื่อน ๆ บ้าง เราก็กลัวเขาคิดว่าเราจนมากต้องมาเป็นเด็กวัด กลัวเขาดูถูก โดยเฉพาะเพื่อนผู้หญิง แต่ก็ต้องอดทน คิดว่าเราเป็นศิษย์พระ ได้บุญนะ เป็นหน้าที่งานของเรา
ชีวิตของเด็กวัดนั้น มันน่าตื่นเต้น และมีหลายสิ่งที่ทำให้เราได้จดจำและได้ประโยชน์ พวกเด็กวัดจะรักกัน เพราะกินข้าวก้นบาตรเดียวกัน เราจะกินข้าวหลังพระท่านฉันเสร็จ แล้วต้องรีบเก็บล้างทำความสะอาดแล้วรีบไปโรงเรียน มีโอกาสไปเรียนสายบ่อยๆ ก็เลยเป็นข้อแก้ตัวเวลาครูจะลงโทษเพราะไปสาย เป็นข้อยกเว้น เพื่อนเด็กตลาดอาจอิจฉา หรืออาจดูถูกเรา เราเด็กวัด จะเล่นกีฬากันตอนเย็นเกือบทุกวัน กินข้าวเย็นแล้วต้องไม่นอนดึก จะไปเที่ยวดู หนัง ละคร ลิเกนั้นไม่ได้เลย เพราะพระมักจะดุ และก็ไม่ค่อยมีตังค์ ยกเว้นหนังกลางแปลง หนังโรงหรือปิดวิกจะไม่ค่อยได้ดู บางครั้งเราซ้อมมวยกัน ทำกระสอบทรายไว้ซ้อมเพื่อจุดประสงค์ว่า ถ้าเด็กตลาดมารังแกหรือดูถูกพวกเรา เจอดีแน่เลย พวกเราเคยแกล้งเอาอิฐใส่ไว้ในกระสอบทราย เด็กตลาดไม่รู้มาลองเตะกระสอบทรายบาดเจ็บไป เรารู้สึกเป็นบาปมาก
เด็กวัดกับเด็กบ้าน(เด็กตลาด) ในสมัยนั้น คล้ายเป็นไม้เบื่อไม้เมากัน พวกเด็กวัด รู้สึกเป็นปมด้อย แต่พวกเราเด็กวัดก็จะพยายามสร้างปมเด่น เช่น เรียนให้ดี เล่นกีฬาให้เก่ง ถ้ามาดูถูกเราก็จะตัดสินกันโดยใช้ที่เงียบๆ หลังวัด หรือหาดทรายประลองกำลังกัน พวกเด็กวัดแข็งแรงกว่าอยู่แล้ว อดทนกว่า พวกเรามาจากลูกคนจน วันหยุดเราไปทำบาป ยิงนก ตกปลาตามทุ่งนา เพื่อทำอาหาร เราต้องทำกันเองเพราะบางวันอาหารในบาตรมีน้อย บางทีก็นกพิราบวัดนั่นแหละ กินเสร็จเราก็สวดให้มัน ความที่ซ้อมมวยบ่อยๆ พอมีงานชกมวยเราก็ ไปประกบคู่มวย ชกมาได้ครั้งละ 20-30 บาท ซึ่งถือว่ามากพอสมควรในเวลานั้น เราก็เป็นพี่เลี้ยงกันเอง พอเจ้าอาวาสท่านทราบ ก็เรียกไปลงโทษเฆี่ยนตี พวกเราแอบเอาสมุดใส่ที่ก้นกางเกง หลวงพ่อก็ไม่โง่ ให้เอาสมุดออกจากกางเกงแล้วลงโทษตีเพิ่ม แล้วสอนว่า พ่อแม่ส่งมาเรียนหนังสือ ไม่ใช่มาชกมวย เข็ดแล้ว ถูกตี ถูกดุ เจ็บกว่าคู่ต่อสู้ชกอีก จึงคิดเลิกชกมวย พวกเราเด็กวัดต้องตั้งใจเรียนหนังสือ ทั้งยากจน และการดูแลเข้มของพระทุกรูป เพราะถ้าเด็กไม่ดี พ่อแม่เด็กวัดก็ต้องต่อว่าพระเหมือนกัน พระรักษาชื่อเสียง ผมพยายามฝึกเขียน คัดลายมือให้สวยตามพี่ชายที่เขียนสวยมาก
สมัยนั้น มีการประกวดคัดลายมือด้วย แต่ไม่เคยได้รับรางวัล ควรจดจำไว้ว่า “ลูกผู้ชายลายมือนั้นคือยศ เจ้าจงอตส่าห์ทำสม่ำเสมียน” ลายมือที่เขียนสวย คุณครูให้ช่วยเขียน บ่อยๆ (สมุดรายชื่อนักเรียน , คะแนนสอบ ฯลฯ ) ก็ได้รับความเอ็นดูจากคุณครู ทั้งความขยันรับผิดชอบและเรียนดีเลยได้เครดิตมากขึ้น เวลาเปลี่ยนไป เดี๋ยวนี้ลายมือสวยไม่มีความจำเป็นอีกแล้ว
แม่ป่วย
แม่น่าจะป่วยมาเป็นปีแล้ว เสียชีวิตเมื่อเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 2 (อายุ 12 ปี) น่าจะโรคหัวใจหรือโรคไต เพราะบวมมากทั้งตัว ก่อนตายมีอาการเพ้อ หมอผีก็มาเฆี่ยนตี บอกว่าผีเข้า ต้องตีให้ผีออก จนน้องชายอายุ 8 ปีร้องไห้ หมอผีจึงหยุดตี หลังจากนั้นไม่กี่วัน ก็เสียชีวิต แม่เคยเล่าว่าตอนคลอดผมออกมารกพันคอ โบราณบอกว่าจะได้เป็นหมอ ผมไม่ได้คิดอะไรมากตอนนั้น มาถึงตอนนี้ไม่ตายก็บุญหนักหนาแล้ว ก่อนตายแม่ไปรักษาหลายครั้ง หลายแห่ง เคยมา โรงพยาบาลศิริราช กลับถึงบ้านดึกมากเลยก่อนตายแม่บอกว่า ถ้าสามารถเรียนหมอได้จะดีมาก จะได้ดูแลคนไข้ เพราะแม่ทุกข์ทรมานก่อนตาย
ทั้งเรียนทั้งเล่น
แม้จะตัวเล็กกว่าเพื่อนๆ แต่ก็แข็งแรง อดทนสูง มีวินัย เป็นนักกีฬาของโรงเรียนไปแข่งกับโรงเรียนอื่นๆ ทั้งวิ่ง เตะตะกร้อ ฟุตบอล ทำให้เกิดความรักสามัคคีกับเพื่อนๆ บางครั้งจะกลับบ้านต่างอำเภอไม่มีรถ ไม่มีค่ารถ ต้องเดินวิ่งกลับต่างอำเภอ ฝึกพละกำลัง การเรียนปีสุดท้ายก็พยายามตั้งใจเรียนเต็มที่ คะแนนปีสุดท้ายสูงสุดเท่าที่เคยตั้งโรงเรียนมา เฮกันลั่น เด็กวัดชนะเด็กบ้าน เด็กตลาดเด็ดขาด เรียนจบกันแล้ว ม. 6 ต้องแยกย้ายกันไปเรียนต่อ อาชีพพวกเราจะเป็นอะไร จะไปทางไหน เราช่างไม่รู้เอาเลย ไม่เคยมีการแนะแนว เราต้องเรียนรู้ด้วยตัวเราเอง เราต่างออกจากวัด แยกกันกลับบ้าน แยกจากเพื่อนๆ ทุกคนในโรงเรียน เพื่อเส้นทางชีวิต กลับบ้านอยู่บ้านราว 2 สัปดาห์ ว่างมาก ทำงานหนัก แต่ก็ไม่เก่งเท่าคนอื่น
อยู่มาวันหนึ่ง ดร.นิพนธ์ ศศิธร ขับรถจากกรุงเทพมหานคร มาหาและรับตัวไปกรุงเทพฯ เพื่อไปเรียนต่อ ดร.นิพนธ์ ศศิธร เป็นน้องชายของพ่อ จบรัฐศาสตร์จุฬา ฯและได้ทุนไปเรียน ดร.จากอเมริกา เคยเป็น รัฐมนตรีมีชื่อเสียง ปัจจุบันท่านเสียชีวิตแล้ว
บ้านนอกเข้ากรุง
ปี 2508 เด็กบ้านนอก ทุ่งนา เด็กวัดโพธารามเข้ากรุงครั้งแรก อย่าคิดว่าจะเหยียบอ่างกะปิแตก ไม่รู้ว่าอ่างกะปิ สนามหลวงมันอยู่ไหน ดร.นิพนธ์ในเวลานั้นก็ยังไม่มีบ้านของตัวเอง ไปฝากไว้กับเพื่อน คือ ศ. บำรุงสุข สีหอำไพ ซึ่งต่อมาท่านเป็นผู้ก่อตั้ง คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ ผมก็ได้ดูแลท่าน ทำกับข้าว และดูแลเวลาลูกศิษย์อาจารย์มาที่บ้าน ตามแบบฉบับนกน้อยในไร่ส้ม อาจารย์มีลูกศิษย์ที่มีชื่อเสียงมากมาย อาจารย์มีเพื่อนและแต่งตำราเรียน ก็เอาตำรามาให้ ผมว่างมาก ไปไหนไม่ได้ ทั้งไม่รู้จักกรุงเทพมหานคร และไม่มีตังค์ที่จะไปไหน ก็เลยนั่งอ่าน ตำราเรียน ที่อาจารย์เอามาให้ทุกเล่มได้ความรู้มากเลย ผลสอบเข้าเตรียมอุดมได้ อาจารย์ยังงงว่าสอบเข้าได้ยังไง ผมก็ตอบว่าจากตำราที่เอามาให้ อาจารย์หัวเราะชอบใจ อยู่กับอาจารย์เรียนเตรียมอุดม 2 ปี นั่งรถเมล์ไปเรียน บางวันได้นั่งรถอาจารย์ไปด้วย
อาจารย์สอนแผนก สม.จุฬาฯ สมัยนั้นนิเทศศาสตร์ยังเรียกแผนกอิสระสื่อสารมวลชนและการประชาสัมพันธ์ จนถึงเวลาสอบเอ็นทรานซ์ จะเลือกอาชีพอะไรดี อยากเป็นนักรัฐศาสตร์ นักการทูตเหมือนไอดอล คือ ดร.นิพนธ์ ศศิธร แต่ในที่สุด คิดถึงคำพูดของแม่ว่า “รกพันคอจะได้เป็นหมอ” กับนึกถึงภาพที่แม่ป่วยแสนทุกข์ทรมานและเพื่อนๆ ก็ชวนว่าคะแนนดี เลือกแพทย์ วิศวะ กันดีกว่า ตัดสินใจเลือกแพทย์
กว่าจะเป็นแพทย์จุฬา
อาจารย์บำรุงสุข ยังทึ่ง แปลกใจ และชื่นชม เด็กบ้านนอก จนๆ จะได้เป็นแพทย์ ผลประกาศได้แพทย์จุฬา ผมรีบนั่งรถเมล์กลับบ้าน วันนั้นเจอรถเมล์หมดตามเคย เย็นจนจะมืดแล้ว เดินกลับบ้านจากอำเภอโพธาราม ไปถึงบ้านเขตอำเภอดำเนินสะดวกดึกมาก พ่อ พี่สาว ตกใจที่มาบ้านมืด แต่ทุกคนก็ดีใจอย่างมาก แถวบ้านไม่เคยมีใครได้เรียนสูงอย่างนี้ จนสอบเข้าแพทย์ได้
การเรียนแพทย์ไม่ได้ยากนัก แต่ต้องขยันและอดทน ตั้งใจ เพื่อที่ไม่ต้องเดินทางไกลมาเรียน เลยได้เข้าพักที่หอพักจุฬาฯ ซึ่งใครได้เข้าพักที่หอพักจุฬาถือว่าโชคดี มีเกณฑ์ตัดสินในการเข้าพัก ที่โชคดีคือค่าหอพักถูกมาก ใกล้ที่เรียนและได้มีเพื่อนมาก คือมีเพื่อนทุกคณะ ที่หอพักนิสิตจุฬามีเรื่องเล่ามากมาย หอพักเหมือนเป็นคณะหนึ่งของจุฬาฯ มีกิจกรรมต่างๆ บางคนได้เป็นแฟนกันบางคนได้แต่งงานกัน ผมก็เป็นคนหนึ่งที่แต่งงานกับชาวหอจุฬาด้วยกัน
การเรียนไม่ได้เป็นอุปสรรค แต่การต้องมีเงินเรียนเป็นอุปสรรค การไม่มีเงินก็เป็นข้อดี คือไม่เคยไปเที่ยว แทบจะไม่เคยดูหนังเลย ตลอดเวลาที่เรียนแพทย์ ใช้เวลาเล่นกีฬากับเพื่อนชาวหอ เล่นกีฬาคณะแพทย์ เรียนหนังสือ ทำงาน เพื่อนบางคนมีรถเก๋งขับ มีสาวๆ นั่งรถด้วย แต่เราเวลามี คือเรียน ๆเล่นๆ
ต่อมาคณะแพทย์ประกาศมีทุนให้นักเรียนเป็นทุน มูลนิธิช่วยนักเรียนขาดเเคลน (ม.น.ข.) ก็ได้รับทุน ไม่ทราบว่าไปแย่งกับคนอื่นหรือเปล่า เพราะต้องสัมภาษณ์ด้วย อย่างละเอียดตอนนั้น ท่าน มรว. คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นประธานมูลนิธิ พร้อมกับคุณหญิงสายสิงห์ ศิริบุตร (ทั้ง 2 ท่านเสียชีวิตแล้ว) เราได้รับเงินทุกเดือน ท่านใจดีมาก ยิ้มแย้มกับพวกเราทุกคนมีเงินเดือนถือว่าได้ประโยชน์มาก ผมยังแบ่งให้น้องชายได้เรียนหนังสือในมหาวิทยาลัยด้วย
ต่อมาผมได้ไปค้นหาว่าใครเป็นผู้ให้ทุนนี้ เพราะเจ้าของทุนเจาะจงให้ นักเรียนแพทย์โดยเฉพาะ เพียงทุนเดียวเท่านั้น ให้เรียนจนจบการศึกษา ได้ทราบว่าผู้ให้ทุนคือ พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าจุไรรัตน์ศิริมาน ผมมีโอกาสเข้าเฝ้าพระองค์ท่าน จากนั้นก็ได้ติดต่อไปเยี่ยมครอบครัวของพระองค์หญิงตลอดมา และครอบครัวท่านก็ยังเอ็นดู ช่วยเหลือภายหลังอีก การได้ทุน ม.น.ข. ทำให้สบายใจในการเรียนมาก เรียนได้ปีสุดท้ายพ่อเสียชีวิตจากโรคฉี่หนู(เล็ปโตสไปโรซีส) จึงทำให้คิดว่าจะต้องเป็นหมอที่ดีและต้องช่วยผู้ป่วยให้ดีที่สุด การได้ทุน ม.น.ข. ทำให้เรียนดีขึ้นมาก ไม่ห่วงเรื่องความเป็นอยู่อีกแล้ว ผลลัพธ์ก็คือเรียนได้เกียรตินิยม
ไปทำงานต่างจังหวัด
เมื่อจบแล้ว ต้องออกไปใช้ทุน ต่างจังหวัด สิงห์บุรี 4 ปี และที่อำเภอมัญจาคีรี จังหวัดขอนแก่น 4 เดือน แล้วขอกลับไปเรียนวิชาศัลยกรรมที่จุฬาฯ อีกครั้ง (แต่งงานกับชาวหอหญิงด้วยกัน ) กลับไปเรียนต่อศัลยกรรม จุฬาฯ เหนื่อยมากจนอาจารย์ คาดว่าจะเรียนไม่จบเพราะไปอยู่ต่างจังหวัด 4 ปี แต่ด้วยความเมตตาจากอาจารย์ก็เรียนจนจบ รอสอบบอร์ดให้ไปทำงาน ต่างจังหวัดก่อน สอบผ่านด้วยดี วันสุดท้ายที่กระทรวงให้เลือกที่ทำงาน เราไปที่กระทรวงและเลือกมาที่จังหวัดยโสธร เพราะ จังหวัดนี้ยังไม่มีเเพทย์ผู้เชี่ยวชาญแม้แต่คนเดียวและเคยออกค่ายภาคอีสาน ซึ่งเป็นภาคที่ยากจนมากที่สุดในประเทศไทย
ตั้งแต่วันนั้นเส้นทางชีวิตก็เริ่มต้นอีก
สระบุรีเลี้ยวขวา คนรุ่นใหม่น้อยนักที่จะเข้าใจความหมายของคำนี้ อัน หมายถึง เราจะมุ่งหน้าไปทางภาคอีสาน เคยถูกคนถามว่า ทำไมจึงมาอยู่ จังหวัดยโสธร เหตุผลสำคัญคือตั้งใจมาช่วยผู้ป่วยภาคอีสาน ซึ่งลำบากยากจน ด้อยกว่าภาคอื่นในทุกทาง ไม่มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเลยสักคน โดยเฉพาะศัลยกรรมทั่วไป และเคยบอกกับอาจารย์บำรุงสุข สีหอำไพ ก่อนท่านเสียชีวิต ท่านดีใจและบอกว่าดีแล้ว ขอบคุณที่มาดูแลคนภาคอีสานแทนท่านที่เป็นคนอีสาน แต่ไม่ได้มาอยู่ดูแลคนอีสาน ท่านบอกว่าฝากดูเเลคนอีสานเเทนท่านด้วย
สระบุรีเลี้ยวขวาแล้วครับ 15 เมษายน 2525 สู่จังหวัดยโสธร ศัลยแพทย์คนแรกและเเพทย์ผู้เชี่ยวชาญคนเดียวของ จังหวัดยโสธรในสมัยนั้น เท่ไหม?
ชีวิตเริ่มต้นศัลยแพทย์คนแรก ยโสธร โรงพยาบาลยโสธร
สมัยนั้น จังหวัดยโสธรเพิ่งเปลี่ยนจากอำเภอยโสธร จังหวัดอุบลราชธานี มาเป็นจังหวัดยโสธร ได้เพียง 10 ปี เป็นจังหวัดเล็กๆ ที่กันดาร ยากจนของภาคอีสาน โรงพยาบาลยโสธรเป็นโรงพยาบาลเล็กๆ เปลี่ยนจากโรงพยาบาลอำเภอยโสธร เป็นโรงพยาบาลจังหวัดยโสธร ไม่มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแม้แต่คนเดียว ผมได้รับความไว้วางใจจากเเพทย์รุ่นพี่ให้ทำงานหมุนเวียนไปทุกเเผนก คือสูตินรีเวช ศัลยกรรม อายุรกรรม กุมารเวช ผมก็ยอมปฏิบัติตาม งานเหนื่อยมาก มีเเพทย์น้อย หนักใจ เพราะถนัดเเต่งานศัลยกรรม เเต่ก็ทำตามที่เเพทย์รุ่นพี่ขอร้อง ทั้งได้ประสบการณ์ที่ดีมาก
ห้าปีต่อมาจึงมีเเพทย์ผู้เชี่ยวชาญอีกสองคนมาเพิ่ม เเต่โรงพยาบาลก็ขยายรับคนไข้มากขึ้น งานก็ไม่เคยลดลง เเต่ก็ดีใจเเละมีความสุข เเละภาคภูมิใจที่ได้มีโอกาสได้ใช้ความรู้ความสามารถในการดูเเลพี่น้องประชาชนในภาคอีสาน ถ้าไม่ได้ทุนม.น.ข.ก็คงไม่สามารถได้เรียนหนังสือจบเเพทย์เกียรตินิยม เเละได้ใช้ความรู้ความสามารถดูเเลประชาชนได้มากมายขนาดนี้ ได้รับราชการที่โรงพยาบาลยโสธรถึง 8 ปี รวมเป็น 16 ปี ที่ได้รับราชการ ผมทำงานหนักมาก เเต่เริ่มอึดอัดกับระบบราชการ เริ่มไม่มีความสุขกับสภาพเเวดล้อมในการทำงาน ทำงานไม่สะดวก เครียด เเละไม่สบายใจในหลายๆอย่างทั้งๆที่ตั้งใจจะมาช่วยรักษาคนไข้ยากจน เเต่คิดว่าถ้าได้ออกมาจากสภาพเเวดล้อม ตรงนั้นน่าจะสบายใจกว่า ผู้อำนวยการโรงพยาบาลยโสธรในขณะนั้นคือนายเเพทย์มงคล เชษฐากุล ได้ขอร้องไม่ให้ลาออก เเต่ผมก็ยืนยันขอลาออกจากราชการ อีกสามเดือนต่อมา นายเเพทย์มงคลจึงอนุมัติใบลาออกได้


ผมจึงได้มาทำงานในภาคเอกชนโดยมีโรงพยาบาลเอกชนเป็นของผมเอง ที่ ยโสธร , มุกดาหาร ซึ่งดูเเลผู้ป่วยถึง สปป.ลาว เเละขยายต่อไปถึง จ.เสียมราฐ ประเทศกัมพูชา โดยคิดว่าผมสามารถเป็นที่พึ่งให้กับประชาชนในภาคอีสาน เเละประเทศเเถบนี้ได้ ซึ่ง ประชาชนในเเถบนี้ ยังต้องการที่พึ่งด้านสาธารณสุขมากๆ โรงพยาบาลได้มีเครื่องมืออุปกรณ์ทางการเเพทย์ที่ทันสมัย เเละมีนวัตกรรมในการรักษาผู้ป่วยให้หายจากโรคด้วยราคาประหยัด
เรามีคำขวัญของโรงพยาบาลว่า "เมตตาธรรม ค้ำจุนสังคม" นอกจากทำการรักษาพยาบาลเเล้วโรงพยาบาลของเราได้มีส่วนช่วยดูเเลประชาชนในเเถบนี้ ทั้งทางเศรษฐกิจเเละสังคม
โรงพยาบาลของเราได้สร้างความเข้มเเข็งให้กับชุมชนที่เราอยู่ในทุกจังหวัด เเละภาคอีสานด้วย ในเหตุการณ์โรคโควิดระบาดรุนเเรงของโลก เเละประเทศเราประสบปัญหา ในการดูเเลผู้ป่วยอย่างมาก จนเกิดปัญหาคนป่วยไม่มีเตียงรักษาในกรุงเทพ จนสภาพในกรุงเทพมีผู้ป่วยล้นรักษากันไม่ไหวทุกโรงพยาบาล ทำให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาช้าลงทำให้มีอาการหนักถึงเเก่ชีวิตเป็นจำนวนมาก
โรงพยาบาลของเราเป็นโรงพยาบาลเเรกๆ ที่ พยายามเเนะนำให้คนป่วยกลับมารักษาตัวที่บ้านตัวเอง โดยไม่ต้องรอเตียง รอการรักษาอยู่ที่กรุงเทพหรือเมืองใหญ่ เพราะการรอนาน ทำให้เป็นอันตรายถึงเเก่ชีวิต
โรงพยาบาลของเราใช้คำชักชวนที่ว่า #พาคนไข้โควิดกลับบ้าน #บ้านเรามีเตียง มีหมอ มี รพ.รักษา #กลับบ้านเรารักรออยู่
โรงพยาบาลของเราได้ช่วยรักษาผู้ป่วยเป็นจำนวนมากโดยรัฐบาลสนับสนุนค่าใช้จ่ายเเละผู้ป่วยไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายใดๆ ผมขอขอบคุณมูลนิธินักเรียนที่ขาดเเคลน (ม.น.ข.) ที่ช่วยให้ผมได้มีวันนี้ เเละสำนึกในความกรุณาของพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าจุไรรัตน์ศิริมานที่เป็นเจ้าของทุน ให้ผมได้เรียนเเพทย์เเละจบการศึกษาในการรักษาดูเเลประชาชนในเเผ่นดินนี้ เเละทำให้ผมได้มีความเป็นอยู่ที่ดี ได้มีอาชีพ มีเกียรติ มีชื่อเสียงเเละมีครอบครัว ที่อบอุ่น มีบุตรหลานที่ดีทุกคน

ผมยินดี สนับสนุนทุน ม.น.ข. ให้กับนักเรียนนิสิตนักศึกษารุ่นหลังๆต่อๆไป จะเป็นตัวอย่างที่ดีให้เห็นว่าเเม้ว่าจะเป็นนักเรียนที่ขาดเเคลนยากจน เเต่สามารถประสบความสำเร็จเพราะทุน ม.น.ข. อันเปรียบเหมือนเพชรที่ล้ำค่าให้กับ นักเรียนที่ยากจนขาดเเคลน อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
นายเเพทย์หาญ สุฉันทบุตร
30 กรกฎาคม 2564